วันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

วันที่แปด@บ้านเขียว :::: วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557

สิ่งที่เรียนรู้ :   แผนการจัดกิจกรรมกลุ่ม
หน่วย  สีแสนสนุก      เรื่อง  สีจากผลไม้ (สีแดง)
ระดับชั้น  บ้านสาธิต             วันพุธที่  5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557


ความคิดเห็นที่มีต่อสิ่งที่เรียนรู้ : 
ขั้นนำ  เด็กและครูร่วมกันร้องเพลง แตงโม
แตงโมผลใหญ่ ๆ
เกิดขึ้นได้จากเม็ดแตงเม็ดเล็ก
จำไว้นะพวกเด็กๆ จำไว้นะพวกเด็กๆ
เม็ดแตงเม็ดเล็กกลายเป็นแตงโมผลใหญ่
ขั้นสอน
1. เด็กละครูร่วมกันสนทนาโดยใช้ปริศนา  คำทาย
- อะไรเอ่ยกลมๆ สีเขียวเข้ม ข้างในสีแดง รสหวาน มีเมล็ด (แตงโม)
- อะไรเอ่ย ผลไม้อะไรที่สโนไวท์ชอบทาน (แอปเปิ้ล)
- อะไรเอ่ย ผลนั้นมีสีแดง ปลูกได้หลายแห่ง   แหล่งใหญ่อยู่ที่ภาคเหนือ(สตรอเบอร์รี่)
2. ครูนำผลไม้ออกมาเฉลยและให้เด็กได้สังเกต และชิมรส




ขั้นสรุป
เด็กและครูร่วมกันบอกชื่อ รสชาติ ความเหมือนและความต่างของผลไม้ที่มีสีแดง

ทฤษฎี/แนวคิดที่เกี่ยวข้อง : กิจกรรมเสริมประสบการณ์มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาการคิดของเด็กปฐมวัย เพราะลักษณะการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์อยู่บนพื้นฐานตามแนวคิดว่า เด็กทุกคนมีศักยภาพในการสร้างองค์ความรู้ โดยอาศัยสภาพจริงที่สอดคล้องกับบริบทของสังคมและวัฒนธรรมของคน โดยจัดอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติของเด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นวัยแห่งการเรียนรู้ผ่านการสัมผัส การซึมซับ การเลียนแบบ การกระทำ การเล่นอย่างมีความสุข เพราะการที่เด็กได้ทดลองด้วยตนเองนั้นจะส่งผลต่อการพัฒนาความสามารถในการสรุปข้อค้นพบหรือเรียกว่า องค์ความรู้ ได้จากประสบการณ์ตรง เด็กได้มีโอกาสปฏิบัติโดยวิธีการที่หลากหลาย อีกทั้งยังเป็นการฝึกเด็กให้ได้คิดแก้ ปัญหา ใช้เหตุผลและฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับเรื่องที่เรียนด้วยวิธีการต่างๆ ได้แก่ การสนทนา การอภิปราย การเล่านิทาน การสาธิต การใช้คำถาม การทดลอง ปฏิบัติการ ศึกษานอกสถานที่ การเล่านิทาน บทบาทสมมติ การร้องเพลง เล่นเกม ท่องคำคล้องจอง ฯลฯ เนื่องจากวิธีการดังกล่าว เด็กได้มีโอกาสคิด ได้ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมซึ่งส่งเสริมให้เด็กได้มีโอกาสอยู่ในสังคมและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เด็กได้ทดลองปฏิบัติ ให้เด็กได้สังเกตได้ค้นพบด้วยตนเองผ่านกิจกรรมวิทยาศาสตร์ที่ช่วยส่งเสริมการคิดวิจารณญาณของเด็กปฐมวัยอยู่ในระดับที่ดี ทั้งนี้เพราะรูปแบบการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เด็กเป็นผู้ลงมือปฏิบัติการทดลองด้วยตนเอง เด็กได้สำรวจวัสดุ บอกความเหมือนความแตกต่างของวัสดุอุปกรณ์ตามลักษณะและคุณสมบัติ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งเพราะกิจกรรมวิทยาศาสตร์เป็นการจัดกิจกรรมสำหรับเด็กในกิจกรรมเสริมประสบการณ์

เสนอแนวทางปฏิบัติจากความรู้ใหม่ :  ในการสอนครั้งต่อไปต้องลดความตื่นเต้นให้น้อยลง มีสติ และตั้งสมาธิให้ดีในการจัดกิจกรรมในครั้งต่อไป

วันที่เจ็ด@บ้านเขียว :::: วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ 2557

สิ่งที่เรียนรู้ :  กิจกรรมดนตรี (การเคลื่อนไหวและจังหวะ)

ความคิดเห็นที่มีต่อสิ่งที่เรียนรู้ : การจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะให้กับเด็กปฐมวัยนั้น เป็นกิจกรรมที่เด็กสามารถพัฒนาพัฒนาการตามวัยของเด็กทั้ง 4 ด้านโดยผ่านกิจกรรมนี้

ทฤษฎี/แนวคิดที่เกี่ยวข้อง :  ทฤษฎีพัฒนาการตามวัยของ โรเบิร์ต เจ. ฮาวิกเฮิร์ส  ( Robert havighurst 1953-1972) ได้ชื่อว่า งานที่มนุษย์ทุกคนจะต้องทำตามวัยว่า “ งานพัฒนาการ” หมายถึง งานที่ทุกคนจะต้องทำในแต่ละวัยของชีวิตสัมฤทธิ์ผลของงานพัฒนาการของงานแต่ละวัย มีความสำคัญมากเพราะเป็นของการเรียนรู้งานพัฒนาขั้นต่อไป
ตัวแปรที่สำคัญในการพัฒนามี 3 อย่าง
1. วุฒิภาวะทางร่างกาย
2. ความมุ่งหวังของสังคมและกลุ่มที่แต่ละบุคคลเป็นสมาชิกอยู่
3. ค่านิยม แรงจูงใจ ความมุ่งหวังส่วนตัวและความทะเยอทะยานของแต่ละบุคคล
                3.1 ความพร้อมเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ (Natural Readiness Approach)
                3.2 ความพร้อมเกิดจากการกระตุ้น (Guided Experience Approach)
การแบ่งพัฒนาการของมนุษย์  พัฒนาการของมนุษย์ แบ่งออกเป็น 4 ด้านใหญ่ๆ คือ
1. พัฒนาการทางกาย เป็นการแบ่งพัฒนาการของมนุษย์ตามขั้นตอนในแต่ละวัน
2. พัฒนาการทางด้านความคิดหรือสติปัญญา (Cognitive Development) ของเพียเจท์
3. พัฒนาการทางด้านจิตใจ ซึ่งแบ่งย่อยเป็น
                3.1 พัฒนาการทางด้านจิตใจ-เพศ (Psychosexual Development) ของฟรอยด์ (Freud)
                3.2 พัฒนาการทางด้านจิตใจ-สังคม (Psychosocial Development) ของอีริคสัน (Erikson)
4. พัฒนาการด้านจริยธรรม (Moral Development) ของโคลเบริ์ก (Kohlberg)
พัฒนาการตามวัย
         ศาสตราจารย์โรเบิร์ต ฮาวิกเฮิร์ส (Robert Havighurst ) ให้ความหมายว่า งานพัฒนาการ หมายถึง งานที่มนุษย์ทุกคนต้องทำในแต่ละวัยของชีวิต สัมฤทธิ์ผลของงานพัฒนาการแต่ละวัย มีความสำคัญมากเพราะเป็นรากฐานของการเรียนรู้งานพัฒนาขั้นต่อไป
        ฮาวิกเฮิร์ส ได้แบ่งพัฒนาการของมนุษย์ไว้เป็น 6 ช่วงอายุ คือ
1. วัยเด็กเล็ก-วัยเด็กตอนต้น (แรกเกิด- 6 ปี)
2. วัยเด็กตอนกลาง (6-18 ปี)
3. วัยรุ่น (12-18 ปี)
4. วัยผู้ใหญ่ตอนต้น (18-35 ปี)
5. วัยผู้ใหญ่ตอนกลาง / วัยกลางคน(35-60 ปี)
6. วัยผู้ใหญ่ตอนปลาย / วัยชรา (อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป)
หลักพัฒนาการแนวคิด
- สามารถที่จะแสดงบทบาททางสังคมได้เหมาะสมกับเพศของตน
- เลือกและเตรียมตัวที่จะเลือกอาชีพในอนาคต
- พัฒนาทักษะทางเชาว์ปัญญาและความคิดรวบยอดต่างๆที่จำเป็นสำหรับสมาชิกของชุมชนที่มีสมรรถภาพ
- มีความต้องการที่จะแสดงพฤติกรรมที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม
- สามารถที่จะแสดงบทบาททางสังคมได้เหมาะกับตัวเอง เลือกและเตรียมตัวที่จะเลือกอาชีพในอนาคต พัฒนาทักษะทางเชาวน์ปัญญาและความคิดรวบยอดต่างๆที่จำเป็นสำหรับสมาชิกของ ชุมชนที่มีสมรรถภาพ

เสนอแนวทางปฏิบัติจากความรู้ใหม่ :  ครูเป็นผู้มีบทบาทในการช่วยกระตุ้นให้เด็กมีพัฒนาการในแต่ละช่วงวัยและในแต่ละด้านตามช่วงวัย เพื่อให้เด็กสามรถดำรงชีวิตเป็นขั้น เป็นตอนและอยู่ในสังคมได้เป็นสุข

วันที่หก@บ้านเขียว :::: วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2557


สิ่งที่เรียนรู้ : กิจกรรมการรับดาวเด็กดี ด้านความซื่อสัตย์ ซึ่งกิจกรรมนี้การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมในเรื่องของความซื้อสัตย์โดยผ่านกิจกรรมการเล่านิทานเรื่อง "สร้อยของชาวประมง"

ความคิดเห็นที่มีต่อสิ่งที่เรียนรู้ : การใช้นิทานเป็นสื่อในการบอกเล่าเรื่องราวที่ทำให้เด็กเข้าใจงายและเด็กอาจเลียนแบบพฤติกรรมที่ดีของชาวประมงที่มีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น

ทฤษฎี/แนวคิดที่เกี่ยวข้อง :  ทฤษฎีการเรียนรู้แบบลงมือกระทำของสกินเนอร์

      Burrhus Skinner นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน เป็นผู้คิดทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ (Operant Conditioning theory หรือ Instrumental Conditioning หรือ Type-R. Conditioning) เขามีความคิดว่าทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคนั้น จำกัดอยู่กับพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนน้อยของมนุษย์ พฤติกรรมส่วนใหญ่แล้วมนุษย์จะเป็นผู้ลงมือปฏิบัติเอง ไม่ใช่เกิดจากการจับคู่ระหว่างสิ่งเร้าใหม่กับสิ่งเร้าเก่าตามการอธิบายของ Pavlov Skinnerได้อธิบายคำว่า" พฤติกรรม "
     การเสริมแรง(Reinforcement ) หมายถึงสิ่งเร้าใดที่ทำให้พฤติกรรมการเรียนรู้เกิดขึ้นแล้วมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นอีก มีความคงทนถาวร เช่น การกดคานและจิกแป้นสีของนกพิราบได้ถูกต้องต้องการทุกครั้งเมื่อหิวหรือต้องการ ในการทดลอง Skinner ตัวเสริมแรง แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ
 1. ตัวเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) หมายถึงสิ่งเร้าใดเมื่อนำมาใช้แล้วทำให้อัตราการตอบสนองมากขึ้น เช่น คำชมเชย รางวัล อาหาร เป็นต้น
 2. ตัวเสริมแรงทางลบ (Negasitive Reinforcement) หมายถึงสิ่งเร้า


เสนอแนวทางปฏิบัติจากความรู้ใหม่ : การนำนิทานมาเป็นตัวแบบในการแสดงพฤติกรรมต่างๆของตัวละครให้กับเด็กได้เป็นเป็นรูปธรรมและการมอบรางวัลให้กับเด็ก เพื่อเป็นการเสริมแรงให้เด็กได้ประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีต่อไป







วันที่ห้า@บ้านเขียว :::: วันศุกร์ที่ 31 มกราคม 2557


สิ่งที่เรียนรู้ : การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง เตรียมความพร้อม  สู่การเป็นครูปฐมวัย  ซึ่งในการเข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้เป็นการสัมมนาโดยมีการเล่าประสบการณ์ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากพี่สู่น้อง เทคนิคการจัดกิจกรรมโดยใช้เพลง และการเขียนแผนการจัดประสบการณ์ในกิจกรมต่างๆ

ความคิดเห็นที่มีต่อสิ่งที่เรียนรู้ : เป็นกิจกรรมที่ทำให้รู้ว่าการเป็นครูไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายที่ใครๆก็สามารถทำได้ เพราะการเป็นครูไม่ใช่เพียงแค่สอนเด็กให้ผ่านไปเป็นวันๆ แต่การที่จะเป็นครูที่ดีนั้นจะให้เด็กมากกว่าการสอนและไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเป็นครูมืออาชีพไม่ใช่เป็นเพียงอาชีพครู

ทฤษฎี/แนวคิดที่เกี่ยวข้อง :  สอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้ของBloom’s Taxonomy ที่กล่าวว่าการจำแนกการเรียนรู้ตามทฤษฎีของบลูม ซึ่งแบ่งเป็น 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย โดยในแต่ละด้านจะมีการจำแนกระดับความสามารถจากต่ำสุดไปถึงสูงสุด
   ทฤษฎีการเรียนรู้ เบนจามิน บลูมและคณะ (Bloom et al, 1956) ได้จำแนกจุดมุ่งหมายการเรียนรู้ออกเป็น 3 ด้าน คือ
                1.พุทธิพิสัย (Cognitive Domain) เป็นพฤติกรรมด้านสมองเป็นพฤติกรรมเกี่ยวกับสติปัญญา ความรู้ ความคิด ความเฉลียวฉลาด ความสามารถในการคิดเรื่องราวต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นความสามารถทางสติปัญญา
พฤติกรรมทางพุทธิพิสัย 6 ระดับ คือ ความรู้ความจำ  ความเข้าใจ  การนำความรู้ไปใช้  การวิเคราะห์  การสังเคราะห์  การประเมินค่า
                2.จิตพิสัย (Affective Domain)(พฤติกรรมด้านจิตใจ) เป็นค่านิยม ความรู้สึก ความซาบซึ้ง ทัศนคติ ความเชื่อ ความสนใจและคุณธรรม พฤติกรรมด้านนี้อาจไม่เกิดขึ้นทันที ดังนั้น การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และสอดแทรกสิ่งที่ดีงามอยู่ตลอดเวลา จะทำให้พฤติกรรมของผู้เรียนเปลี่ยนไปในแนวทางที่พึงประสงค์ได้
ด้านจิตพิสัย จะประกอบด้วย พฤติกรรมย่อย ๆ 5 ระดับ ได้แก่ การรับรู้  การตอบสนอง  การเกิดค่านิยม  การจัดระบบ  บุคลิกภาพ
                3.ทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) (พฤติกรรมด้านกล้ามเนื้อประสาท)
พฤติกรรมที่บ่งถึงความสามารถในการปฏิบัติงานได้อย่างคล่องแคล่วชำนิชำนาญ ซึ่งแสดงออกมาได้โดยตรงโดยมีเวลาและคุณภาพของงานเป็นตัวชี้ระดับของทักษะ พฤติกรรมด้านทักษะพิสัย ประกอบด้วย พฤติกรรมย่อย ๆ 5 ขั้น คือ  การรับรู้   กระทำตามแบบ หรือ เครื่องชี้แนะ  การหาความถูกต้อง   การกระทำอย่างต่อเนื่อง การกระทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ

เสนอแนวทางปฏิบัติจากความรู้ใหม่ : ในการจัดสัมมนาในวันนี้สามารถนำเทคนิคและประสบการณ์ต่างๆของรุ่นพี่มาปรับใช้กับสถานการณ์ต่างๆที่ได้พบเจอและการเขียนแผนการจัดประสบการณ์ในกิจกรรมต่างๆได้ถูกต้องและตรงตามเป้าประสงค์

วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2557

วันที่สี่@บ้านเขียว :::: วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม 2557

สิ่งที่เรียนรู้ : การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ นิทานกับกาตั้งคำถาม  ซึ่งการเข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้เป็นการนำเสนอรูปแบบการเล่านิทานและเทคนิคการเล่านิทานโดยใช้คำถามในระหว่างการเล่าและการนำนิทานที่เล่าไปต่อยอดในรูปแบบกิจกรรมต่างๆ

ความคิดเห็นที่มีต่อสิ่งที่เรียนรู้ :  เป็นกิจกรรมที่ทำให้เด็กเกิดกระบวนการการเรียนรู้ที่กระตุ้นพัฒนาการทางด้านภาษาโดยใช้นิทานเป็นสื่อ

ทฤษฎี/แนวคิดที่เกี่ยวข้อง : การเล่านนิทานการตอบสนองต่อความต้องการ ความสนใจ และธรรมชาติของเด็กในระดับปฐมวัย ถือเป็นหัวใจสำคัญของการอบรมเลี้ยงดูและการให้การศึกษาแก่เด็กในวัยนี้ การเล่านิทานเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ตอบสนองต่อธรรมชาติของเด็ก การที่พ่อแม่เล่านิทานให้ลูกฟังทุกวันมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากการเล่านิทานทำให้เด็กมีความสนุกสนาน เพลิดเพลินและผ่อนคลายอารมณ์แล้ว เนื้อหาในนิทานยังสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมที่ดีงามอันเป็นแนวทางในการปฏิบัติตนของเด็ก อีกทั้งยังช่วยเสริม สร้างพัฒนาการในด้านภาษาของเด็กได้

เสนอแนวทางปฏิบัติจากความรู้ใหม่ : ในการจัดสัมมนาในวันนี้จะนำเทคนิคและวิธีการในการเล่านิทานไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนต่อไป

วันที่สาม@บ้านเขียว :::: วันพุธที่ 29 มกราคม 2557

สิ่งที่เรียนรู้ : การจัดกิจกรรมกลุ่ม
หน่วย สีสันแสนสวย เรื่องสีเหลืองของผัก , ผลไม้
เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับผลไม้ที่มีสีเหลือง เช่น สาลี่ กลัวย
นอกจากนั้นเด็กยังได้ใช้การสัมผัส การสังเกต การตัดสินใจ ในการทำกิจกรรม

ความคิดเห็นที่มีต่อสิ่งที่เรียนรู้ :  การนำของใส่ในกล่องเพื่อให้เด็กได้เกิดข้อสงสัย ว่าในกล่องมีอะไรอยู่ข้างในนั้นเป็นการกระตุ้นให้เด็กเกิดความสนใจ มีความอยากที่จะเรียนรู้ในสิ่งทีครูนำมาสอน ฝึกการสังเกต และเด็กสามารถคิด ตัดสินใจในการทำกิจกรรมนั้นๆได้

ทฤษฎี/แนวคิดที่เกี่ยวข้อง : กิจกรรมเสริมประสบการณ์ เป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นให้เด็กได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้ ฝึกการทำงานและอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มทั้งกลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่ กิจกรรมที่จัดมุ่งฝึกให้เด็กได้มีโอกาสฟัง พูด สังเกต คิดแก้ปัญหา ใช้เหตุผล และฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับเรื่องที่เรียน โดยจัดกิจกรรมด้วยวิธีต่างๆ เช่น สนทนา อภิปราย เล่านิทาน สาธิต ทดลอง ศึกษานอกสถานที่ เล่นบทบาทสมมติ ร้องเพลง เล่นเกม ท่องคำคล้องจอง ประกอบอาหาร เชิญวิทยากรมาพูดคุยกับเด็ก ฯลฯ
        กระบวนการให้สมองเรียนรู้ที่จะให้ความหมายสิ่งที่เห็น สิ่งที่เผชิญ ตีความ และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งต่างๆ ที่รับรู้มา เป็นการพัฒนากระบวนการคิดของเด็ก ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลจากการรับรู้ของสมองจำนวนมาก ถ้าไม่มีข้อมูลในความทรงจำ ก็ไม่สามารถคิดอะไรออกมาได้ ดังนั้นกระบวนการพัฒนาการคิดของของเด็กจึงต้องมุ่งเน้นให้เด็กได้มีประสบการณ์ที่ต้องใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า สิ่งที่ก่อรูปในการคิดของเด็กเริ่มต้นที่การจับต้อง สัมผัส และมีประสบการณ์โดยตรง สมองรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า แล้วก่อรูปเป็นวงจรแห่งการคิดขึ้นมาในสมอง ประสบการณ์ของเด็กผ่านการสัมผัส การชิม การดมกลิ่น การได้ยิน และการเห็น จึงเป็นพื้นฐานของการสร้างความหมายให้แก่สิ่งต่างๆ ครูจึงควรออกแบบกิจกรรมเสริมประสบการณ์ให้เด็กเรียนรู้แบบลงมือกระทำซึ่งจะทำให้เด็กมีโอกาสใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า รวมทั้งจัดให้เด็กมีประสบการณ์ในสถานการณ์จำลองทุกอย่างที่เป็นไปได้ เพื่อกระตุ้นให้เด็กคิดสิ่งที่ซับซ้อนขึ้นตามลำดับ เด็กจะได้เคยชินกับการใช้ความคิดและคิดเป็นในที่สุด

เสนอแนวทางปฏิบัติจากความรู้ใหม่ : ในการเรียนการสอนวันนี้เป็นการสอนที่เน้นให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง และมีโอกาสค้นพบด้วยตนเองให้มากที่สุด ยืดหยุ่นในเรื่องระยะเวลาตามความสนใจของเด็ก เปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกคิดด้วยการใช้คำถามปลายเปิด และยอมรับความคิดเห็นที่หลากหลายของเด็ก

วันอังคารที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2557

วันที่สอง@บ้านเขียว :::: วันอังคารที่ 28 มกราคม 2557

สิ่งที่เรียนรู้ : การจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวตามจังหวะ

ความคิดเห็นที่มีต่อสิ่งที่เรียนรู้ :  การจัดกิจกรรมดนตรี เคลื่อนไหวและจังหวะ เป็นกิจกรรมที่เด็กๆอยากและมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ คุณครูอารีย์จัดการเรียนการสอนสนุกสนานเป็นขั้นตอน มีการวัดผลการเรียนรู้ของเด็กในระหว่างการทำกิจกรรม

ทฤษฎี/แนวคิดที่เกี่ยวข้อง : แนวคิดตามทฤษฎี พหุปัญญาของ ศาสตราจารย์ ดร.โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์
 การจัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะทางการเคลื่อนไหวในเชิงปฏิบัติการที่เหมาะสมต่อการพัฒนาของเด็กปฐมวัย ครูจะไม่สอนทักษะเชิงวิชาการ จะไม่เป็นรูปแบบและกฎเกณฑ์ แต่เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีความท้าทายให้เด็กฟังเสียงต่างๆ และให้เกิดทักษะการฟัง จำแนกเสียงต่างๆ เสียงช้า เร็ว ตามจังหวะดนตรี และกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นโดยให้เด็กๆ ได้เรียนรู้อย่างเหมาะสมกับระดับพัฒนาการของเด็กด้วย ในการเล่นเกมประกอบเพลง ดนตรี การเคลื่อนไหวตามจังหวะ ช้า-เร็ว การให้เด็กคิดท่าทางด้วยตนเอง จะช่วยให้เด็กก้าวไปสู่การพัฒนาการด้านสติปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ และการแสดงออกอย่างมั่นใจ

         การส่งเสริมให้เด็กๆ ได้มีประสบการณ์เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ในการร้องเพลงต่างๆ ซึ่งส่วนมากจะเป็นการร้องหมู่ เป็นบางครั้งจะเปิดโอกาสให้เด็กร้องเพลงเดี่ยวบ้าง เพื่อเป็นการพัฒนาทักษะแต่ละบุคคล การร้องเพลงเน้นที่น้ำเสียงการเปล่งเสียงร้องเพลง ไม่ใช่การตะโกน เพลงที่จะนำมาสอนเด็กจึงควรเป็นเพลงสั้น และควรใช้ภาษาง่ายๆ จังหวะและทำนองไม่ควรยากจนเกินไป เนื้อเพลงควรเป็นเรื่องใกล้ตัวเด็ก อาจจะเป็นเรื่องของความสนุกสนานหรือการท่องเที่ยวก็ได้ การจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวควรบูรณาการให้เด็กได้พัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดตามทฤษฎี พหุปัญญาของ ศาสตราจารย์ ดร.โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ ได้กล่าวไว้ว่าดนตรีเป็นองค์ประกอบหนึ่งใน 9 ด้าน ของการพัฒนาพหุปัญญา ปัญญาทางด้านดนตรี (Musical Intelligence) หรือความสามารถทางดนตรี จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นของการพัฒนาเด็กในทุกๆ ด้าน พ่อแม่และครูควรหาแนวทางในการส่งเสริมพัฒนาเด็ก ให้เด็กเกิดความสนุกสนานในการฟังดนตรีและการเคลื่อนไหว

        นอกจากเป็นการเสริมสร้างพัฒนาการในทุกๆ ด้านแล้ว ยังสามารถปลูกฝังนิสัยที่ดีงามชื่นชมสุนทรียภาพ ซึ่งเป็นการประสมประสานวิชาการด้านต่างๆ เข้าด้วยกันเพื่อเป็นการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับเด็กปฐมวัยได้ครบในทุกๆ ด้าน เด็กในวัยนี้ควรจะได้เล่นเครื่องประกอบจังหวะ ที่นำวัสดุในท้องถิ่นหรือเศษวัสดุมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องเคาะจังหวะ ที่มีระดับเสียงแตกต่างกัน เด็กในวัยนี้เป็นวัยที่รับรู้จากการสัมผัส การได้ลงมือกระทำดังนั้นการเคลื่อนไหว ประกอบท่าทางกับเสียงดนตรี จึงเป็นกิจกรรมที่เด็กได้ปฏิบัติและเป็นรูปแบบของการเคลื่อนไหวแบบง่ายๆ ซึ่งจะทำให้เด็กสนุกสนาน และเกิดการเรียนรู้ภาษาความหมายจากเนื้อเพลง การจัดกิจกรรมเคลื่อนไหว นอกจากจะใช้เครื่องประกอบจังหวะแล้ว อาจใช้เพลงร้อง หรือเพลงบรรเลงโดยเครื่องดนตรีล้วนๆ และเน้นที่จังหวะมาประกอบการเคลื่อนไหวก็ได้ เช่น เพลงเกี่ยวกับสัตว์ เพลงยอดนิยมทั่วไป แต่ควรจะเลือกเพลงที่มีจังหวะชัดเจน ซึ่งจะทำให้เด็กได้แสดงออกด้วยการเคลื่อนไหวด้วยท่าทางที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของเด็กเอง หรือช่วยกันคิดระหว่างเด็กกับเด็ก หรือเด็กกับครูผู้สอนควรปลูกฝังทัศนคติที่ดีให้กับเด็กปฐมวัย ในการจัดกิจกรรมทุกครั้งควรให้เด็กได้รับประสบการณ์ที่พึงพอใจ เพื่อให้เด็กเกิดความสนใจ ความชอบ ความรักในเสียงเพลง และการเคลื่อนไหว
ที่มา :  บทความ กิจกรรมการเคลื่อนไหวกับความสุขใจของเด็กปฐมวัยละอออุทิศ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วารุณี สกุลภารักษ์  จากหนังสือ ๗๐ปีโรงเรียนสาธิตละอออุทิศ  http://www.la-orutis.dusit.ac.th/research13.php


เสนอแนวทางปฏิบัติจากความรู้ใหม่ : ในการเรียนการสอนวันนี้ทำให้เห็นเทคนิค วิธีการสจัดการเรียนการสอนดนตรีและการเคลื่อนไหวและจังหวะ เทคนิคการวัด ประเมินผลการเรียนรู้ที่ทำให้เด็กเป็นตัวของตัวเอง และเห็นพฤติกรรมของเด็กที่มีความกล้าแสดงออก กล้าตัดสินใจในการเลือกเครื่องเคาะประกอบจังหวะและการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของเด็กแต่ละคน